หอเกียรติยศแห่งเกียรติภูมิของชาวเบญจมราชูทิศสุเมธ รุจิวณิชย์กุล (ศิษย์รุ่น 2503-10)คงไม่ต้องถามถึงความรู้สึกของนักเรียนที่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศว่าดีใจหรือภาคภูมิใจอย่างไร เพราะคำตอบคงไม่แตกต่างกันนักต่อการที่ได้อยู่สถาบันที่ถือว่าสุดยอดของจังหวัด แม้ว่านักเรียนแต่ละคนจะมีความแตกต่างที่มาจากหลายถิ่น แต่เมื่อมาร่วมเรียน ร่วมกิจกรรมในสถาบันนี้ได้หล่อหลอมให้นักเรียนทุกคนมีความรู้สึกความเป็น "เบญจมฯ" ซึ่งเป็นจิตวิญญาณที่ก่อให้เกิดความรัก สถาบันที่พร้อมจะเสียสละให้ทุกเมื่อ จากการที่เป็นนักเรียนอยู่สถาบันนี้ถึง 8 ปี ซึ่งสมัยนั้นชั้นประถมศึกษามีเพียง 4 ปี เท่านั้น เมื่อเรียนจบจึงมาสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ชั้นมัธยมตอนต้น 6 ปี และมัธยมตอนปลายอีก 2 ปี จึงมีเลือดขาวแดงที่เป็นสีของสถาบันเข้มข้นพอสมควร และขณะที่เป็นนักเรียนได้มีโอกาสเป็นนักกิจกรรมของโรงเรียนหลายด้าน เช่น เป็นนักเรียนดุริยางค์ นักดนตรีวงชาโด้ (วงสตริงสมัยนี้) ลูกเสือดับเพลิงรุ่นแรกของจังหวัด (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) นักกีฬา หัวหน้าชั้น และประธานนักเรียน เรียกว่าได้ตักตวงประสบการณ์จากโรงเรียนจนคุ้ม มีผู้ใหญ่บางท่านอาจมองต่างมุมว่า หน้าที่ของนักเรียนคือ "เรียน" เท่านั้น กิจกรรมค่อยไปหาเอาตอนเรียนจบทำงานแล้ว เพราะทำกิจกรรมมากจะทำให้การเรียนแย่ แต่จากประวัติที่ผ่านมาจะสังเกตเห็นได้ว่านักเรียนที่เป็น นักกิจกรรมที่รู้จักผู้บริหารเวลา จะสามารถเรียนได้ตามเกณฑ์ และส่วนใหญ่ก็สามารถสอบเข้าเรียนต่อสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ นอกจากนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษที่เป็นความเด่นเฉพาะด้าน เมื่อออกไปทำงานก็มักจะประสบความสำเร็จในระดับสูง และจะมีความเสียสละต่อสังคมมาก ดังนั้นความเห็นส่วนตัวยังมองว่านักเรียนทุกคนควรมีกิจกรรมที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งเป็นการฝึกอยู่ร่วมกันทางสังคมอย่างมีความสุข รู้จักความอดทน อดกลั้น และเสียสละ นั่นคือการได้เข้าถึงความเป็น "ชาวเบญจมฯ" อย่างแท้จริง ดังนั้นตัวเองก็เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ตรงนั้น และเราคงไม่อยากเป็นคนเก่งที่มีความเห็นแก่ตัว แต่อย่างไรก็ตาม ความพอดีระหว่างการเรียนกับกิจกรรมจะต้องมีความสมดุลกัน ซึ่งนักเรียนสามารถขอรับคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาในเรื่องนี้ได้ "เบญจมราชูทิศ" ถือว่าเป็นเกียรติภูมิที่ชาวขาวแดง ทั้งที่เป็นศิษย์หรือครูอาจารย์ต่างมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นประวัติการก่อตั้งมานานนับร้อยปี โดยพระราชดำริของ พระมหากษัตริย์หรือเกียรติประวัติของศิษย์เก่าที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ในอนาคตอันใกล้นี้จะบันทึกเรื่องราวไว้ในอาคารหอเกียรติยศ และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอาคารนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของสถาบันอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างอย่างแท้จริง โดยได้บริจาคเงินในวันทอดผ้าป่าสามัคคีเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2547 ได้เงินกว่าหกล้านบาท หลังจากก่อนหน้านี้หนึ่งวันได้ร่วมกันวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 "วันปิยมหาราช" ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงออกถึงความกตัญญูต่อสถาบัน และความสามัคคีของชาวขาวแดงที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่จะต้องจารึกเป็นประวัติศาสตร์ น้อง ๆ ชาวขาวแดงพร้อมหรือยังที่จะเลือกเส้นทางการเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อจะเป็นหนึ่งใน "หอเกียรติยศแห่งเกียรติภูมิของชาวเบญจมราชูทิศ" ความเป็นมาของโครงการ"โรงเรียนเบญจมราชูทิศ" เป็นมงคลนามที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงวางรากฐานการศึกษาโดยโรงเรียนนี้ได้ตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกในภาคใต้ ตั้งแต่รัชสมัยของพระองค์ท่าน นับเวลาจวบจนถึงบัดนี้กว่า 100 ปีแล้ว ศิษย์ทุกรุ่นล้วนแต่ได้รับอานิสงส์จากสถานศึกษาแห่งนี้ทำให้มีหน้าที่ การงานที่เจริญรุ่งเรืองและมีชื่อเสียงมาทุกยุคทุกสมัยนับเป็นความภาคภูมิใจของศิษย์ทุกรุ่นมาโดยตลอด โรงเรียนนี้จึงมีสิ่งมงคลประดิษฐานหลายอย่าง ได้แก่ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จรพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเปิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2536 นอกจากนี้ยังมีรูปหล่อโลหะของพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนธโช) ผู้สนองพระราชประสงค์ในการตั้งโรงเรียนระบบการศึกษาแนวใหม่เช่นเดียวกับโรงเรียนหลวงที่จัดตั้งขึ้นในพระบรมมหาราชวัง อันเป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนแห่งนี้ และมีหลักฐานวัตถุที่แสดงถึงความเป็นมาของโรงเรียนเก็บไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา เช่น ลายพระหัตถ์ในสมุดเยี่ยมโรงเรียนของรัชกาลที่ 5 นาฬิกาเรือนยอด จ.ป.ร. พระไตรปิฎกฉบับบาลี หนังสือโบราณ เครื่องเบญจรงค์ ของใช้ส่วนตัวรวมทั้งรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของท่านเจ้าคุณ ซึ่งเก็บไว้ในอาคารหอสมุดเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ยังไม่สามารถเก็บแสดงให้เป็นพิพิธภัณฑ์เต็มรูปแบบได้ เนื่องจากพื้นที่อาคารไม่เพียงพอต่อการให้บริการของนักเรียน จึงเป็นที่มาของการดำริในการจัดสร้าง "พิพิธภัณฑ์โรงเรียน" ขึ้น เกียรติประวัติของศิษย์เก่ามีมากมาย ไม่ว่าการศึกษา การกีฬา กิจกรรมระดับประเทศ รวมทั้งการดำรงตำแหน่งสำคัญของบ้านเมือง เช่น แม่ทัพ นายพล รัฐมนตรี ข้าราชการหลายระดับ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ศิลปินแห่งชาติ ฯลฯ แต่กียรติประวัติเหล่านี้ยังไม่ได้มีการรวบรวมนำเสนอให้เป็นความภาคภูมิในของชาวสถาบัน และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์รุ่นต่อ ๆ มา ดังนั้นในการจัดสร้างห้องประกาศเกียรติคุณจึงมีความสำคัญยิ่ง โดยใช้ชื่อ "หอเกียรติยศ" ทางโรงเรียนมีความประสงค์ที่จะขยายห้องพยาบาล ที่ปัจจุบันมีนักเรียนมากขึ้น ซึ่งหอเกียรติยศนี้ ควรมีห้องพยาบาลที่ทันสมัยโดยแยกออกจากอาคารเรียน เพื่อให้หอเกียรติยศได้ใช้ประโยชน์ประจำวันให้แก่โรงเรียนด้วย สมาคมศิษย์เก่าเบญจมราชูทิศที่เป็นองค์กรเชื่อมระหว่างศิษย์เก่าทุกรุ่น ปัจจุบันได้มีการดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิกและการศึกษาของโรงเรียน จึงมีความจำเป็นต้องมีสถานที่ทำการอย่างถาวร เหมาะสมที่จะมาตั้งในหอเกียรติยศ โดยเป็นศูนย์รวมให้แก่ศิษย์เก่าในด้านต่าง ๆ และการดูแลอาคารสถานที่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด จากความเป็นมาดังกล่าวนี้ ทางสมาคมฯ จึงมีมติให้เป็นแกนนำ ในการจัดสร้างอาคาร ดังกล่าวนี้ โดยเป็นการเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสครบรอบพระราชสมภพ 150 พรรษา และองค์การสหประชาชาติได้ประกาศพระเกียรติคุณพระองค์ท่าน ในพระราชกรณียกิจให้เป็นบุคคลสำคัญระดับโลก ที่ตั้งและลักษณะอาคารสถานที่ก่อสร้างอยู่ทางเข้าหน้าโรงเรียนเบญจมราชูทิศ มีลักษณะอาคาร 2 ชั้น เป็นแบบ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยเพื่อให้สอดคล้องกับพระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 5 พื้นที่ 600 ตารางเมตร การตกแต่งภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ ให้มีบริเวณพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจเพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประวัติท่าน่เจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนธโช) โดยเฉพาะมีการจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติของโรงเรียน ทั้งวัตถุ ภาพถ่าย ภาพเขียน รวมถึงบันทึกต่าง ๆ สำหรับหอเกียรติยศจะมีการนำเสนอ ประวัติบุคคล ศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียงและเกียรติยศให้กับสถาบันและเก็บเรื่องราวของศิษย์เก่าที่น่าสนใจทุกรุ่น โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งแสดงรางวัลเกียรติยศต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการศึกษาเรียนรู้ของนักเรียนและประชาชนโดยทั่วไป ห้องพยาบาล มีครุภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการให้บริการทางการแพทย์เบื้องต้นแก่นักเรียน รวมถึงโครงการแพทย์อาสาสมัคร จากแพทย์ที่เป็นศิษย์เก่ามาให้บริการแก่ประชาชนในบริเวณใกล้เคียงโรงเรียนเป็นประจำด้วย งบประมาณก่อสร้างอาคารและงานภูมิทัศน์ 5,000,000 บาท งานตกแต่งพิพิธภัณฑ์ หอเกียรติยศและห้องพยาบาล 2,000,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการเวลาก่อนสร้างอาคาร 365 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2547 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2548 งานแตกต่างภายในอีก 90 วัน ผลที่คาดว่าจะได้รับอาคารหอเกียรติยศ มีพิพิธภัณฑ์โรงเรียน เรือนพยาบาล และที่ตั้งสมาคมศิษย์เก่าอย่างถาวรเป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการครู-อาจารย์ นักเรียนและชุมชน รวมทั้งได้ปลูกฝังจิตสำนึกในการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป |