|
|
| อารัมภบท
|
|
นครศรีธรรมราชได้ชื่อว่าเป็นเมืองนักปราชญ์มาแต่โบราณกาล
ปราชญ์จากนครแห่งนี้ได้มีส่วนสร้างและผดุงสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มีความตอนหนึ่งในด้านที่สอง บรรทัดที่ 25-31
ว่า "สังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตรหลวกกว่าปู่ครูใด ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา"
ย่อมแสดงให้เห็นว่าแม้ในสมัยสุโขทัย นครศรีธรรมราชก็มีนักปราชญ์ผู้ฉลาดหลักแหลม
ที่ได้มีส่วนผลักดันสร้างเสริมปัญญาแก่สังคมไทยแล้ว แหล่งสร้างเสริมปัญญาของนครศรีธรรมราช
น่าจะเป็นวัดในบวรพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่อย่างดาษดื่นในเมืองนี้ ปราชญ์รุ่นแล้วรุ่นเล่ากำเนิดมาจากวัด
ซึ่งเป็นแหล่งพัฒนาภูมิปัญญา แก่พุทธศาสนิกชนมาตามลำดับ จนทำให้นครศรีธรรมราชกลายเป็นเมืองนักปราชญ์
รัตนธัชมุนี (ม่วง) เป็นภิกษุอีกรูปหนึ่งที่ถือกำเนิดจากนครศรีธรรมราช
ได้พัฒนาภูมิปัญญากุลบุตรทั้งทางโลกและทางธรรม จน เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาสมัยใหม่
ตามระบบที่รัฐบาลไทยพยายามดำเนินการให้สอดคล้องกับพัฒนาการของโลก ซึ่งในที่สุดก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า
โปรดกระหม่อมเป็น "ผู้อำนวยการศึกษามณฑลนครศรีธรรมราช"
|
| ก่อนจะมาเป็นพระรัตนธัชมุณี
|
|
ในขณะที่พระอธิการม่วง
รตนธโช เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าโพธินั้น กระแสการจัดการศึกษา สมัยใหม่เริ่มปรากฎขึ้นในกรุงเทพฯ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะจัดการศึกษาตามแนวทางใหม่นี้ให้แพร่กระจายโดยเร็ว
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรงรับเป็นแม่กองในการจัดการศึกษาโดยอาศัยภิกษุสงฆ์ในหัวเมืองเป็นกำลังหลัก
สำหรับที่นครศรีธรรมราช พระอธิการม่วง (หรือพระรัตนธัชมุณี ในเวลาต่อมา)
ได้มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาแบบใหม่ ดังปรากฎตามภารกิจต่อไปนี้
|
| ภารกิจของพระอธิการม่วง
|
|
พ.ศ.2432 (ร.ศ.107) พระอธิการม่วง รตนธโช ได้เข้าเผ้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ซึ่งตามเสด็จมาตรวจการพระศาสนาในหัวเมืองปักษ์ใต้ และ ประทับแรมที่นครศรีธรรมราช
จากการเข้าเฝ้าหลายครั้งจึงเกิดความเลื่อมใสทูลขอตามเสด็จมาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ
ทรงพระกรุณา ฯ ให้อยู่ที่วัดมกุฎกษัตริยาราม ได้บวชแปลงเป็นภิกษุธรรมยุตติกนิกาย
ได้ศึกษาเล่าเรียนจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พ.ศ.2433
(ร.ศ.108) ได้เข้าสอบไล่แปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ได้เป็นเปรียญ 4 ประโยค แต่ยังคงศึกษาเล่าเรียนอยู่ในกรุงเทพ ฯ อีกหนึ่งปี
ผู้คนที่รู้จักมักคุ้นมักเรียกว่า "พระมหาม่วง"
|
|
พ.ศ.2441
(ร.ศ.117) พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้
ระหว่างที่ประทับแรมที่นครศรีธรรมราช พระมหาม่วงได้เข้าเฝ้า ทรงไต่ถามถึงการคณะสงฆ์ในเมืองนี้
ท่านได้ชี้แจงจนเป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยและทรงทราบว่าเป็น"สหชาติ"
(เกิดปีเดียวกัน) จึงทรงตั้งให้เป็นพระราชาคณะมีสมณศักดิ์ว่า "พระศิริธรรมมุนี"
ดังพระราชหัตถเลขาลงวันที่ 9 กรกฎาคม ร.ศ.117 ถึงกรมหลวงเทวะวงษ์วโรประการ
ความตอนหนึ่งว่า ตั้งพระมหาม่วง เปรียญ 4 ประโยค ซึ่งแปลงเป็นธรรมยุตติกา
เป็นพระศิริธรรมมุนีราชาคณะ พระศิริธรรมมุนีเป็นผู้รู้ยิ่งกว่าผู้อื่น
ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดท่าโพธิ์ มีนักเรียนมากร้องขับสรภัญญะ ซึ่งเธอแต่งขึ้นเอง
มีอัธยาศัยเรียบร้อยดีมาก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปรารภที่จะทำนุบำรุงประชาชนทั้งหลาย
ให้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติและให้เอื้อเฟื้อในการที่จะศึกษาวิชาอันเป็นประโยชน์
เพื่อจะให้ถึงความเจริญขึ้นตามกัน จึงได้พระบรม ราชโองการโปรดเกล้า
ฯ ให้จัดการตีพิมพ์หนังสือเรียนแบบหลวงขึ้น เพื่อพระราชทางแก่พระภิกษุทั้งหลายไว้สำหรับฝึกสอนกุลบุตรทั่วไป
และขอให้พระภิกษุทั้งหลายช่วยเป็นธุระสั่งสอนกุลบุตรให้ได้เลื่อมใสพระรัตนตรัย
และมีความรู้อันเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น พระศิริธรรมมุนีได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการการศึกษาในมณฑลนครศรีธรรมราช
เมื่อ ร.ศ.117 มีหน้าที่ออกไปสำรวจทำ บัญชีวัด พระสงฆ์ สามเณร ศิษย์วัด
และโรงเรียนเดิม แนะนำพระสงฆ์และฆราวาสให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นใหม่ในตำบลที่จัดตั้งขึ้นได้
และจัด พระภิกษุสามเณรให้มาเข้าเรียนในกรุงเทพ ฯ เพื่อกลับออกไปเป็นครู
โรงเรียนสมัยนั้นจัดเป็น 3 ประเภท คือ
|
- โรงเรียนเมือง มีเฉพาะแต่เมืองและตำบล
- โรงเรียนแขวง มีเฉพาะแขวงและตำบล
- โรงเรียนเชลยศักดิ์หรือโรงเรียนเอกชน ตั้งขึ้นตามความต้องการของประชาชน
ไม่ได้กำหนดตามท้องที่ ถือว่าเป็นโรงเรียนใหญ่ มีประโยชน์แก่บ้านเมืองมาก
ถ้าเหลือกำลังผู้จัดการจะบำรุงก็จะได้พระราชทานพระราชรัพย์ช่วยอุดหนุนตามสมควร
|
|
พ.ศ. 2442 (ร.ศ.118) พระศิริธรรมมุณีได้จัดการเปลี่ยนฐานะโรงเรียนวัดท่าโพธิ์
มาเป็นโรงเรียนหลวง แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียน "สุขุมาภิบาลวิทยา"
โดยมอบให้พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชเป็นผู้อุปถัมภ์
พระมหา ไวเป็นอาจารย์หนึ่ง พระจอมเป็นอาจารย์สอง มีนักเรียน 50 คน
ได้เลือกจัดพระเณรจาดวัดต่าง ๆ มาให้เล่าเรียนกับพระมหาไว เพื่อจะได้แจกจ่ายไปให้สอนในโรงเรียนอื่น
ๆ
|
| โรงเรียนที่จัดตั้งโดยพระศิริธรรมมุนี
|
|
พระศิริธรรมมุนีได้จัดการคณะสงฆ์
การศึกษาและการศาสนา จนเกิดผลสมพระราชประสงค์ ดังปรากฎในรายงานตรวจจัดการคณะการพระศาสนา
และการศึกษาลงวันที่ 17 พฤษภาคม ร.ศ.119 วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2443
(ร.ศ.119) พระศิริธรรมมุนี ผู้อำนวยการศึกษามณฑล นครศรีธรรมราชได้รายงานผลการตรวจจัดการพระศาสนาและการศึกษาในมณฑลนครศรีธรรมราช
และมณฑลปัตตานี จำนวน 60 กว่าหน้าถึงกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เพื่อกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จำนวนโรงเรียนที่ท่านได้จัดตั้งขึ้นทั้งหมด 21 แห่งคือ
|
- โรงเรียนสุขุมาภิบาลวิทยา (เบญจมราชูทิศ)
ตั้งขึ้นที่วัดท่าโพธิ์ อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช
- โรงเรียนราษฎร์ผดุงวิทยา ตั้งขึ้นที่วัดพระนคร
อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช โดยราษฎรเรี่ยไรเงินจัดตั้ง พระครูกาชาดเป็นผู้จัด
การ ได้ส่งพระทอง พระเผือก สามเณรบึ้ง มาศึกษาที่วัดท่าโพธิ์ เพื่อไปเป็นอาจารย์ที่โรงเรียน
- โรงเรียนไพบูลย์บำรุง ตั้งขึ้นที่วัดเสาธงทอง
ตำบลบางพง แขวงอำเภอเบี้ยชัด (ปากพนัง) พระอธิการทองความรู้ไม่ถึง
จึงส่งพระช่วยและพระจันไปเป็นอาจารย์ โดยนายผันผู้พิพากษาศาลแขวงซึ่งเป็นนักเรียนสวนกุหลาบ
เป็นผู้แนะนำให้สอนตามแบบหลวง นายพิบูลย์สมบัติกรมการเมืองเป็นผู้อุดหนุนโรงเรียนนี้
- โรงเรียนวัฑฒนานุกูล ตั้งขึ้นที่วัดหมาย
อำเภอท่าศาลา นายเจริญ กรมการเมือง ซึ่งชอบในการศึกษามากเป็นผู้ขอตั้งโรงเรียนและ
เป็นผู้อุดหนุนโดยจัดนายแก้วพนักงานเก็บเงินค่านาเป็นอาจารย์ นายแก้วรู้ภาษามคธดี
แต่ภาษาไทยค่อนข้างอ่อนมาก
- โรงเรียนกระเษตราภิสิจน์ ตั้งขึ้นที่วัดร่อนนา
อำเภอร่อนพิบูลย์ โดยขุนกระเษตรพาหนะ กรมการเมืองร่อนพิบูลย์ขวนขวายให้มี
โรงเรียน และพยายามโน้มน้าวจิตใจราษฎรให้อุดหนุน อธิการและพระสงฆ์ที่ไม่สู้จะยินดีในการศึกษาก็เริ่มหันมาสนับสนุน
- โรงเรียนนิตยาภิรมย์ ตั้งขึ้นที่วัดโคกหม้อ
อำเภอทุ่งสง นายเที่ยง กรมการเมืองเป็นผู้อุดหนุนได้คัดเลือกส่งพระในวัดสามรูปไปศึกษากับพระมหาไวที่วัดท่าโพธิ์เพื่อกลับไปเป็นครู
โรงเรียนนี้ ข้าราชการและประชาชนมีความเลื่อมใสในการศึกษา
- โรงเรียนวิทยาคมนาคะวงษ์ ตั้งขึ้นที่วัดวังม่วง
อำเภอฉวาง นายนาก กรมการเมืองอำเภอฉวางรับปลูกอาคารและสร้างเครื่องใช้
สำหรับโรงเรียนกำนันผู้ใหญ่บ้านออกทุนอุดหนุน เกณฑ์เอาบุตรหลานผู้ใหญ่บ้านให้เข้าเรียนตามแบบหลวง
พระทองเจ้า อธิการเผ็นผู้มีความสามารถและฉลาด สอนหนังสือไทยในขั้นต้นและเลขอย่างไทยได้
ได้สั่งสอนพระทองให้อ่านหนังสือ ผันอักษร เขียนตามคำบอก และวิธีเลขฝรั่งให้เข้าใจ
- โรงเรียนบรรจงอนุกิตย์ ตั้งขึ้นที่วัดสัมพันธ์
อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขุนบรรจงสารากรมการอำเภอซึ่งเป็นผู้
คล่องแคล่วในหนังสือไทยพอใช้ได้ และพอใจจะให้มีโรงเรียนขึ้น ได้รับสั่งสอนพระอธิการหนูให้เป็นอาจารย์
และโน้มน้าวให้มี ความยินดีในการศึกษา
- โรงเรียนน้อยประดิษฐ์ผดุงผล ตั้งขึ้นที่วัดบ้านนา
อำเภอลำพูน (อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี) นายน้อยกรมการเมือง
รับเป็นผู้อุดหนุนเลือกพระเข้ามาศึกษาที่วัดท่าโพธิ์ และเกณฑ์กำนันผู้ใหญ่บ้านมาเล่าเรียนด้วย
- โรงเรียนอภยาณานิวาศ ตั้งขึ้นที่วัดวัง
อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง พระยาอุไภยบริรักษ์ ผู้ว่าราชการเมืองพัทลุงและพระอาณาจักรบริบาล
ข้าหลวงผู้ช่วยราชการเมืองเป็นผู้อุดหนุน
- โรงเรียนรองราชบริรักษ์ ตั้งขึ้นที่วัดมะขามหลวสงรองราชมนตรี
กรมการเมืองเป็นผู้อุดหนุน
- โรงเรียนเทวภักดีภูลเฉลิม ตั้งขึ้นที่วัดห้วยลึก
แขวงทักษิณ (อำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง) หลวงเทพภักดี กรมการอำเภอเป็นผู้
อุดหนุน เลือกพระแดงเจ้าอธิการไปศึกษาที่โรงเรียนวัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมือง
สงขลา เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์
- โรงเรียนมหาวชิราวุธ แต่เดิมโรงเรียนนี้ตั้งขึ้นที่หน้าบ้านพระยาวิเชียร
และต่อมาท่านเจ้าคุณขอร้องให้มาตั้งขึ้นในวัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมือง
สงขลา พระยาสุขุมนัยวินิต เป็นผู้อุดหนุนพระครูวิสุทธิโมลี เจ้าคณะฝ่ายธรรมยุตติกนิกายให้การสนับสนุนเป็นธุระเอาใจใส่ดูแลอย่างดี
ราษฎรมีความสนใจและตื่นตัวในด้านการศึกาามาก และครูผู้สอนก็มีความตั้งใจเต็มที่จะสอนอย่างเต็มที่
- โรงเรียนหฤไทวิทยา ตั้งขึ้นที่วัดน้ำขาว
อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลวงต่างใจกรมการอำเภออุดหนุน พระอ่ำยิ่งเป็นพระที่ฉลาด
พอจะศึกษาเป็นครูได้ จึงได้เข้ามาช่วยสอน
- โรงเรียนเพชรานุกูลสถิตย์ ตั้งขึ้นที่วัดมุจลินทวาปีวิหาร
อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พระยาเพชราภิบาล ผู้ว่าราชการเมือง
หนองจิกปลูกโรงเรียนถวายเป็นของหลวงพระท่าย พระทิม ซึ่งเคยศึกษาหนังสือไทย
เลขไทย เป็นครูได้ สอนให้พระท่าย และ พระทิมทำเลขอย่างฝรั่งพอบวกลบคูณหารได้
- โรงเรียนราชรักษุประการ ตั้งขึ้นที่วัดออก
อำเภอยะหริ่ง หมื่นราชรักษ์ ผู้แทนข้าหลวงผู้ช่วยรักษาการเมืองยะหริ่งเป็นผู้อุดหนุน
- โรงเรียนวิมลญาณพิทักษ์ ตั้งขึ้นที่วัดสักขี
อำเภอสายบุรี พระครูญาณวิมล เจ้าคณะมืองสายบุรี อุดหนุน
- โรงเรียนสุนทรวิทยาธาร ตั้งขึ้นที่วัดปตานี
นรสโมสร อำเภอเมือง ปัตตานี พระใบฎีกาซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสในการศึกษารับเป็นอาจารย์
หลวงสุนทรธนารักษ์เป็นผู้อุดหนุน
- โรงเรียนภุมมาภิสมัย ตั้งขี้นที่วัดสทิงพระ
จังหวัดสงขลา หลวงภูมิเมือง (หมี สุขุม) กรมการเมืองอุดหนุน
- โรงเรียนอุบลบริหาร ตั้งขึ้นที่วัดใหม่
อำเภอสิชล นายบัว ณ นคร (หลวงอนุสรสิทธิกรรม) กรมการเมืองเป็นผู้อุดหนุน
ส่งพระ กรดไปศึกษาที่วัดท่าโพธิ์ เพื่อกลับไปเป็นครู
- โรงเรียนทัศนาการสโมสร ตั้งขึ้นที่วัดเขาน้อย
อำเภอสิชล แต่เดิมนายทัด หลานเจ้าพระยานครสร้างโรงเรียนขึ้นไว้หนึ่งหลัง
แต่ยัง ไม่เสร็จ
|
| ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษา
|
|
อย่างไรก็ด พระศิริธรรมมุนีต้องประสบกับปัญหาในการจัดการศึกษาในมณฑลนครศรีธรรมราชหลายประการ
ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
|
- ขาดผู้ที่สามารถจะสอนแบบหลวงที่จัดขึ้นใหม่ได้
ต้องคัดเลือกพระเณรมาศึกษาที่วัดท่าโพธิ์ เพื่อส่งกลับไปเป็นครู
- พระสงฆ์หรือคฤหัสถ์พอใจจะศึกษาภาษามคธมากกว่าภาษาไทย
- ราษฎรไม่ค่อยจะมีที่ให้การสนับสนุนในการศึกษา
จะมีบ้างก็แต่พวกข้าราชการ
- ราษฎรมีอาชีพทำไร่ทำนา ค้าขายบ้างเล้กน้อยไม่ค่อยจะได้ใช้ปัญญาคิด
จึงไม่ค่อยจะรู้จักคุณประโยชน์ของการศึกษา และเห็นว่าแม้จะมีวิชาหนังสือดีก็ยังต้องทำไร่ไถนาอยู่ร่ำไป
คนรู้หนังสืออยู่บ้านนอกเอาดีไม่ได้ และเห็นว่าถ้าคนมีวิชาหนังสือดีเสียสิ้นทั้งเมืองแล้วก็คงจะไม่มีการงานทำ
- ราษฎรในบางท้องที่ เช่น สายบุรี ยะหริ่ง
และปัตตานี ใช้ภาษามลายู จึงไม่สนใจเรียนภาษาไทย
|
| ผลการจัดการศึกษา
|
|
ครั้นถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน ร.ศ.122 พระศิริธรรมมุนีได้รายงานผลการตรวจการศึกษามณนครศรีธรรมราช
ใน ร.ศ.121 เรื่องการศึกษาเมืองนครศรีธรรมราช มีใจความตอนหนึ่งกล่าวว่าภาษาไทย
โรงเรียนศรีธรรมราช วัดท่าโพธิ์ พระเรือง เป็นพระอาจารย์ที่ 1 นาย
ช่วงเป็นอาจารย์ที่ 2 พระหวาน พระเอื้อม เป็นอาจารย์ที่ 3 มีนักเรืยน
141 คน เดือนเมษายน ร.ศ.122 สอบไล่ได้ชั้นวิทยาลัย 59 คน สอบไล่ในชั้นประถมได้
11 คน โรงเรียนวัดพระนคร สามเณรหมึกเป็นอาจารย์ มีนักเรียน 30 คน สอบไล่ได้ชั้นวิทยาลัย
9 คน โรงเรียนร่อนพิบูลย์ พระขัน สามเณรฟอง เป็นอาจารย์ มีนักเรียน
53 คน สอบไล่ได้ชั้นวิทยาลัย 13 คน ได้ชั้น 4 ประถมศึกษา 2 คน โรงเรียนวัดเสาธงทอง
พระพุ่มเป็นอาจารย์ มีนักเรียน 20 คน ได้ชั้นวิทยาลัย 6 คน โรงเรียนวัดโคกหม้อ
นายกล่ำเป็นอาจารย์ มีนักเรียน 24 คน ได้ชั้นวิทยาลัย 3 คน โรงเรียนวัดท่าสูง
พระคงเป็นอาจารย์ มีนักเรียน 21 คน โรงเรียนวัดหน้าราหู พระคุกเป็นอาจารย์
มีนักเรียน 28 คน ได้ชั้นวิทยาลัย3 คน โรงเรียนวัดสวนป่าน พระเผือกเป็นอาจารย์
มีนักเรียน 25 คน สอบได้ชั้นวิทยาลัย 4 คน โรงเรียนวัดปากแพรก พระพุ่มเป็นอาจารย์
มีนักเรียน 30 คน สอบได้ชั้นวิทยาลัย 4 คน โรงเรียนวัดม่วง พระหนูเป็นอาจารย์
มีนักเรียน 25 คน ยังไม่ได้สอบไล่
|
|
น่าสังเกตว่าในรายงานมีตารางชื่อโรงเรียน จำนวนนักเรียน อาจารย์ ผู้บำรุง
และจำนวนนักเรียนที่เข้าสอบ สอบได้ สอบตก ของ ทุกโรงเรียนในมณฑลนครศรีธรรมราชอย่างละเอียด
วันที่ 20 เมษายน ร.ศ.128 พระศิริธรรมมุนี (พระรัตนธัชมุนี) ได้รายงานการตรวจจัดการศึกษาภาษาไทยในเมืองนครศรีธรรมราช
จำนวน 10 โรง คือ
|
- โรงเรียนศรีธรรมราช วัดท่าโพธิ์ ตำบลท่าซัก
มีนักเรียน 203 คน ครู 6 คน
- โรงเรียนวัดพระนคร ตำบลประตูไชยใต้ อำเภอเมือง
มีนักเรียน 134 คน ครู 1
- โรงเรียนวัดหน้าราหู ตำบลประตูไชยใต้ อำเภอเมือง
มีนักเรียน 35 คน ครู 1 คน
- โรงเรียนจักรานุกูล วัดป่ากิ่ว ตำบลบ้านเกาะ
มีนักเรียน 51 คน ครู 1 คน
- โรงเรียนกระเษตราภิสิจน์ วัดพิศาลนฤมิต
อำเภอร่อนพิบูลย์ มีนักเรียน 71 คน ครู 1 คน
- โรงเรียนนิตยาภิรมย์ วัดโคกหม้อ อำเภอทุ่งสง
มีนักเรียน 49 คน ครู 1 คน
- โรงเรียนวิทยาคมนาคะวงษ์ วัดวังม่วง อำเภอฉวาง
มีนักเรียน 45 คน ครู 1 คน
- โรงเรียนพิพากพิทยากรณ์ วัดเสาธงทอง อำเภอปากพนัง
มีนักเรียน 40 คน ครู 1 คน
- โรงเรียนวัดบางพระ ตำบลปากแพรก อำเภอปากพนัง
มีนักเรียน 40 คน ครู 1 คน
- โรงเรียนวัดท่าซอม ตำบลท่าซอม อำเภอหัวไทร
มีนักเรียน 60 คน ครู 1 คน
|
|
นักเรียนในโรงเรียนทั้งสิบนี้ เมื่อสิ้นปีต้องมาสอบไล่ความรู้ที่ดรงเรียนศรีธรรมราชแห่งเดียว
มีตารางบอกจำนวนผู้เข้าสอบแต่ละ โรงเรียน และจำนวนที่สอบได้ และสอบตกไว้ด้วยทุกโรงในมณฑลนครศรีธรรมราช
ว้นที่ 24 พฤษภาคม ร.ศ.129 ได้รายงานการศึกษาในมณฑลนครศรีธรรมราช ปรากฎว่าในเมืองนครศรีธรรมราช
มีโรงเรียนใน บำรุง ดังนี้
|
- โรงเรียนศรีธรรมราช อำเภอเมือง
- โรงเรียนวัดพระนคร อำเภอเมือง
- โรงเรียนจักรานุกูล วัดป่ากิ่ว อำเภอเมือง
(ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอพรหมคีรี)
- โรงเรียนกระเษตราภิสิจน์ วัดพิศาลนฤมิตร
อำเภอร่อนพิบูลย์
- โรงเรียนนิตยาภิรมย์ อำเภอทุ่งสง
- โรงเรียนวิทยาคม อำเภอฉวาง
- โรงเรียนวัดเสาธงทอง อำเภอปากพนัง
- โรงเรียนวัดท่าซอม อำเภอหัวไทร
|
|
ส่วนโรงเรียนนอกบำรุง คือ โรงเรียนที่เพิ่งจดตั้งขึ้นอีก 14 ตำบล
เจ้าอาวาสกับนายตำบลและหมดประจำตำบลเป็นกรรมการ จัด ขึ้นและหาประโยชน์ให้แก่ครูโดยเรี่ยไรทุกเดือน
มีจำนวน 15 โรง ใน ร.ศ.129 เมืองนครศรีธรรมราชทุกอำเภอมีโรงเรียนจำนวน
23 โรง ครั้น พ.ศ.2456 พระศิริธรรมมุนี นอกจากเป็นผู้ริเริ่มการจัดการศึกษาฝ่ายสามัญทั่วภาคใต้แล้ว
ท่านยังตั้งโรงเรียนวิสามัญ ให้มีการ สอนวิชาช่างถมอันเป็นศิลปหัตถกรรมขึ้นที่วัดท่าโพธิ์
พ.ศ.2456 นับเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรโดยสละทรัพย์ส่วนตัวของท่านให้เป็น
เงินเดือนครูเป็นเวลาหลายปี
|
| เกียรติภูมิและสมณศักดิ์
|
|
ด้วยความมุ่งมั่นมานะพยายามที่จะให้กุลบุตรในเมืองต่างๆ ของมณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลปัตตานี
ได้มีโอกาสศึกษาเล่า เรียนตามระบบการศึกษาใหม่ที่รัฐบาลจัดขึ้น ทำให้โรงเรียนระดับต่างๆ
ได้ก่อกำเนิดขึ้นในอำเภอต่างๆ ตามลำดับ นับเป็นคุณูปการอัน สำคัญยิ่งที่พระศิริธรรมมุนี
(ม่วง) ได้กระทำไว้ให้แก่ชาวปักษ์ใต้ ในขระเดียวกันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้เลื่อนสมณศักดิ์แก่
พระศิริธรรมมุนี (ม่วง) เป็นลำดับ ดังนี้ วันที่ 25 มกราคม 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
เป็นที่พระเทพกวี สถิต ณ วัดท่าโพธิ์ มีนิตยภัต เดือนละ 26 บาท วันที่
10 พฤศจิกายน 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็นที่พระธรรมโกศาจารย์ สถิต
ณ วัดท่าโพธิ์ มีนิตยภัต เดือนละ 28 บาท วันที่ 9 พฤศจิกายน 2466 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
เป็นที่พระรัตนธัชมุนี สถิต ณ วัดท่าโพธิ์ พระรัตนธัชมุนี (ม่วง) ได้มรณภาพด้วยโรคชรา
เมื่อวันศุกร์ เดือนสิบ ขึ้น 13 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 21 กันยายน
2477 นับอายุ ได้ 82 ปี พรรษา 45 พรรษา
|